“ต่างดาว” จ๋อย! “บิลเบา” 9 คนเปิดรังทุบ “บาร์ซ่า” 2-1 ลุ้นต่อเลกสอง

เจ้าบุญทุ่ม” บาร์เซโลน่า ฟอร์มสะดุด บุกพ่าย แอธเลติก บิลเบา ที่เหลือผู้เล่นแค่ 9 คน ไป 1-2 ต้องไปลุ้นกันต่อนัด 2 ที่คัมป์ นู ในศึกโกปา เดลเรย์ รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดแรก เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ 5 มกราคม ที่ผ่านมา

เปิดฉากครึ่งแรกมา นาที 25 บิลเบา เจ้าบ้านมาได้ประตูขึ้นนำไปก่อน 1-0 จากจังหวะที่ ราอูล การ์เซีย เปิดบอลจากทางฝั่งขวาเข้าเขตโทษ บอลลึกมาเสาไกล อาริตซ์ อาดูริซ โขกโล่งๆตุงตาข่าย อีก 3 นาทีต่อมา บิลเบา ทำเซอร์ไพรส์ มาได้ประตูหนีเป็น 2-0 จากจังหวะเปิดบอลขึ้นมาทางขวาที่ อาริตซ์ อาดูริซ ได้จ่ายดีดด้วยข้างเท้าเข้าเขตโทษให้ อินากี้ วิลเลี่ยมส์ ได้วอลเลย์ตามน้ำแบบไม่จับ บอลพุ่งเสียบตาข่ายสุดสวย จบครึ่งแรกด้วยสกอร์นี้

ลงมาต่อครึ่งหลัง นาที 52 บาร์ซ่า มาได้ประตูตีไข่แตกไล่มา 1-2 จากฟรีคิกหน้าเขตโทษเยื้องทางฝั่งซ้าย ลิโอเนล เมสซี่ บรรจงกดด้วยซ้าย กอร์ฆา อิไรซอซ ปัดด้วยปลายมือแต่ไม่พ้นบอลเด้งไปชนคานเข้าประตูไป

หลังจากนั้น บิลเบา ต้องเหลือ 9 คนหลังมาได้ 2 ใบแดงรวดในนาที 74 และ 80 แต่สุดท้าย บิลเบา ยังรักษาสกอร์นำไว้ได้ จบเกม บิลเบา เปิดบ้านชนะ บาร์ซ่า ไปก่อนในยกแรก 2-1 ต้องไปลุ้นนัด 2 ที่คัมป์ นู ในวันที่ 11 มกราคม นี้

โดนกันถ้วนหน้า! “เอเอฟซี” ปรับอิเหนา 2.4 ล้าน-แบน “เลสตาลูฮู” 3 เกม, โค้ชเมียนมาโดนด้วย

รองแชมป์อาเซียน 2016 โดนโทษหนัก หลังโดนสั่งปรับเงินกว่า 2.4 ล้าน จากการจุดพลุสองครั้ง ขณะที่แนวรับของทีมโดนแบนสามเกมและโค้ชของเมียนมา โดนไป 2 เกม คณะกรรมการวินัยสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย แจ้งบทลงโทษทั้งหมดที่เกิดขึ้นในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติอาเซียน 2016 โดยสมาคมฟุตบอลอินโดนีเซีย โดนหนักสุด จากการจุดพลุแฟลร์สองครั้ง รวมค่าปรับ 65,000 ดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 2.4 ล้านบาท

แฟนบอลอินโดนีเซีย จุดพลุแฟลร์ขึ้นสองครั้งในเกมรอบรองชนะเลิศ ที่โบกอร์ ที่ชนะเวียดนาม 2-1 เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม โดยครั้งแรกโดนปรับ 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ และจุดขึ้นอีกเป็นครั้งในเกมนัดชิงชนะเลิศนัดแรกที่ชนะไทย 2-1 ในวันที่ 14 ธันวาคม โดนอีก 45,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยสมาคมฟุตบอลอินโดนีเซีย จะต้องจ่ายค่าปรับภายใน 30 วันหลังจากที่บทลงโทษออกมา และหากมีการกระทำผิดซ้ำเดิมอีกครั้ง ทางสมาคมฯ จะถูกลงโทษหนักกว่าเดิม

ขณะเดียวกัน อับดุล เลสตาลูฮู กองหลังของอินโดนีเซีย ก็โดนลงโทษเช่นกัน จากการโดนใบแดงในนัดชิงชนะเลิศ นัดที่สอง ที่แพ้ไทย 0-2 หลังไปเตะบอลใส่ผู้เล่นสำรอง โดยจะโดนแบนจากการแข่งขันฟุตบอลที่จัดขึ้นโดยเอเอฟซี ทั้งหมด 3 นัด พร้อมปรับเงินอีก 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 35,000 บาท

เช่นเดียวกับ แกร์ด ซีเซ หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติเมียนมา ที่โดนแบนสองนัดจากการไปโวยวายและใช้คำพูดที่ไม่สุภาพกับผู้ตัดสินที่สี่ ในเกมรอบรองชนะเลิศนัดที่สองที่บุกมาแพ้ไทย 0-4 จนโดนเชิญขึ้นไปนั่งบนอัฒจันทร์ จะโดนแบนทั้งหมดสองนัด และปรับเงินอีก 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 35,000 บาท

ส่วน เจิ่น เหงียน มันห์ ผู้รักษาประตูทีมชาติเวียดนามก็โดนแบนสามนัดจากการไปเล่นนอกเกมใส่ บายู ปราดานา ในเกมรอบรองชนะเลิศนัดที่สองที่อินโดนีเซีย บุกมาเสมอ เวียดนาม 2-2 ในวันที่ 7 ธันวาคม พร้อมกับโดนปรับเงินอีก 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 35,000 บาท  โดยก่อนหน้านี้ทาง สหพันธ์ฟุตบอลเวียดนาม ก็โดนปรับเงินจากการขว้างหินใส่รถบัส จำนวน 38,000 ดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 1.4 ล้านบาท เช่นเดียวกับสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ที่โดนปรับเงิน 30,000 ดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 1 ล้านบาท จากการจุดพลุแฟลร์ภายในสนามแข่งขัน

ระทึก! หนุ่มเครียดจัด ถือปืน 2 กระบอก จ่อขมับตัวเองนาน 2 ชั่วโมง

กองปราบแถลงจับขับรถแท็กซี่ตระเวนลักทรัพย์ ผู้ใช้รถที่จอดหลับริมถนนใน กทม. เข้าค้นบ้านพักพบของกลางจำนวนมาก พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง รักษาการแทนผู้บังคับการปราบปราม แถลงจับกุม นายธวัช ธงชัย อายุ 29 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดตลิ่งชัน  ในข้อหา “ลักทรัพย์ผู้อื่น โดยจับกุมได้ บริเวณริมถนนข้าวสนามกีฬา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แขวงลาดยาว เขตจตุจักร

พล.ต.ต.สุทิน กล่าวว่า สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้รับการร้องเรียนว่ามีคนร้าย ทำทีเข้ามาให้การช่วยเหลือผู้ใช้รถที่จอดหลับพักอยู่บริเวณถนนราชพฤกษ์ ถนนวิภาวดีรังสิต ถนนสิรินธร และมอเตอร์เวย์ และเมื่อผู้เสียหายเผลอก็จะลักทรัพย์และหลบหนีไป ชุดสืบสวนทราบว่าคนร้ายที่ก่อเหตุ คือ นายธวัช ธงชัย จึงได้ทำขยายผลติดตามจับกุมโดยให้ นายธวัช มาพบภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยขับรถแท็กซี่ ที่ใช้เป็นพาหนะในการก่อเหตุ มาจอดอยู่บริเวณริมถนนข้างสนามกีฬา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวจับกุม ก่อนนำกำลังไปค้นที่บ้านพัก ก็พบของกลางเป็นจำนวนมาก

จากการสอบสวน นายธวัช ให้การรับสารภาพว่า ก่อเหตุดังกล่าวจริง โดยจะขับรถแท็กซี่ตระเวนไปยังถนนเส้นต่างๆ ที่เปลี่ยว ผู้คนไม่พลุกพล่าน สำหรับพฤติกรรมในการก่อเหตุส่วนใหญ่จะเลือกเหยื่อที่จอดรถบริเวณทางเปลี่ยว ทำทีท่าไปเคาะประตูสอบถาม จากนั้นก็จะอาศัยจังหวะที่เหยื่อเผลอทำการขโมยทรัพย์สินที่วางอยู่บนเบาะที่นั่งคนขับ โดยก่อเหตุมาทั้งสิ้น 7 ครั้ง และมีหมายจับค้างเก่ากว่า 4 หมาย

สลด หนุ่มน้อยใจแฟนส่งภาพร้องไห้ พบอีกทีเป็นศพผูกคอตายแล้ว

เมื่อเวลา 16.00 น. ร.ต.อ.จรยุทธ บุญทอง รองสว.(สอบสวน) สภ.ปากเกร็ด รับแจ้งเหตุชายผูกคอตายเสียชีวิตภายในห้องเลขที่ 145 ชั้น 2 ซอยแจ้งวัฒนะ 11 หลังโรงเรียนสวนกุหลาบนนทบุรี จึงพร้อมด้วย พ.ต.อ.ฤทธินันท์ ปุ้ยพันธ์วงศ์ ผกก. มูลนิธิป่อเต๊กตึ้ง แพทย์จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ รีบรุดไปยังที่เกิดเหตุ

พบเป็นตึกแถว 2 ชั้น แบ่งเป็นห้องให้เช่า ภายในห้องเลขที่ดังกล่าวพบศพ นายวีระพงษ์ อายุ 25 ปี ใช้เชือกสะพายกระเป๋าผูกกับเหล็กหน้าต่างเสียชีวิตมาไม่ต่ำกว่า 5 ชั่วโมง โดยมีนางสาวขวัญแฟนสาวกอดศพร่ำไห้ด้วยความเสียใจ ข้างๆตัวพบโทรศัพท์มือถือผู้ตายมีข้อความส่งถึงแฟนสาวเป็นภาพกำลังร้องไห้เสียใจ โดยข้อความตัดพ้อว่า “จะอยู่ด้วยกันจนตายไปข้างหนึ่ง คำนี้ยังคงอยู่ในใจกูเสมอ มึงเป็นคนเลือกให้กูต้องทำแบบนี้ 5 นาทีสุดท้ายแล้วกูต้องไปจริงๆ ลาก่อนขวัญ หมดเวลาของคำว่าเราแล้ว ต่อไปนี้คงไม่มีทางอีกแล้ว”

จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบว่าผู้ตายน้อยใจแฟนสาวที่ทำงานอยู่ร้านอาหาร ส่วยตัวเองยังหางานทำไม่ได้ เลยมักมีปากเสียงทะเลาะกันเป็นประจำจนแฟนสาวต้องออกไปเช่าห้องเองที่อื่นนานกว่าเดือน ก่อนเกิดเหตุผู้ตายได้ส่งภาพและไลน์หาแฟนสาวพร้อมทั้งต่อว่าตัดพ้อร้องไห้เสียใจ พร้อมบอกว่าจะฆ่าตัวตายแล้ว จากนั้นก็เงียบหายไป นางสาวขวัญจึงรีบชวนน้องชายไปที่ห้องแต่ไม่ทันการณ์นายวีระพงษ์ได้ผูกคอตายไปเป็นที่เรียบร้อย เบิ้องต้นได้ให้เจ้าหน้าที่มูลนิธินำศพส่งสถาบันนิติเวชก่อนให้ญาติรับไปดำเนินการตามประเพณีต่อไป