ยุติกิจการ “เคทีบีลีสซิ่ง” หลังขาดทุนหนัก เพราะพนักงานทุจริต!+รถคันเเรก

ยุติกิจการ “เคทีบีลีสซิ่ง” หลังขาดทุนหนัก เพราะพนักงานทุจริต!+รถคันเเรก

ยุติกิจการเคทีบีลีสซิ่ง หลังพบขาดทุนอย่างหนักจากพนักงานทุจริต โอนบริการให้ธนาคารกรุงไทยรับช่วงต่อวันที่ 7 พ.ย.59 นายประสิทธิ์ วสุภัทร ประธานกรรมการ บริษัทเคทีบีลีสซิ่ง จำกัด กล่าวว่า การปิดบริษัทเคทีบีลีสซิ่ง และนำธุรกิจเช่าซื้อมาอยู่ที่ธนาคารกรุงไทย ต้องรอมติคณะกรรมการธนาคารกรุงไทย โดยปัญหาหนี้เสียของเคทีบีลีสซิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้าและเข้าไปตรวจสอบพบว่า พนักงานกระทำทุจริตและได้ลงโทษไล่ออกไปแล้วหลายคน ส่วนธุรกิจให้บริการรถเช่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่อนุญาตให้ธนาคารกรุงไทยดำเนินการ

ช่วงที่ผ่านมาได้มีการเจรจากับบริษัทกรุงไทย ไอบีเจ ลีสซิ่ง ให้ซื้อพอร์ตรถเช่าไปเรียบร้อยแล้ว พร้อมกับรับโอนย้ายพนักงานในส่วน ดังกล่าวไปด้วย อย่างไรก็ตามมีลูกค้าที่เช่ารถยนต์ส่วนหนึ่งที่เป็นหน่วยงานของภาครัฐ ต้องการอยู่กับเคทีบีลีสซิ่งต่อไปพนักงานของเคทีบีลีสซิ่งจาก เดิม 900 คน ปัจจุบันเหลือ 500-600 คน การตัดสินใจเกี่ยวกับพนักงานกลุ่มนี้ ขึ้นอยู่กับธนาคารกรุงไทยว่าจะดำเนินการอย่างไร ในส่วนของเคทีบีลีสซิ่งจะ ดูแลพนักงานให้ดีที่สุด หากธุรกิจที่นำไปรวมกับกรุงไทยแล้ว และต้องการรับคนเพิ่ม ก็จะให้พิจารณาพนักงานเคทีบีลีสซิ่งเป็นอันดับแรก หรืออาจมีการเปิดโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดให้กับพนักงานทั้งนี้หนี้เสียที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ เกิดจากสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ โดยเฉพาะในช่วงโครงการรถคันแรกบริษัทได้ไปทำตลาดราคารถมือสอง มีการปล่อยสินเชื่อให้กับเต๊นท์รถ เมื่อราคารถยนต์ลดลงเต๊นท์รถไม่ผ่อนชำระ รถที่เป็นหลักทรัพย์ยึดมา แล้วขายต่อทำให้เกิดการขาดทุนเป็นจำนวนมาก

ขณะที่การทำตลาดสินเชื่อรถยนต์ใหม่ แทนที่ทำตลาดรถยนต์ที่เป็นที่นิยมของตลาด แต่ไปทำรถยนต์ที่ตลาดไม่นิยม หรือยี่ห้อที่เป็นที่นิยมของตลาดก็ไปเลือกทำตลาดกับรถยนต์ที่กำลังจะตกรุ่น และลูกค้าไม่ผ่อนชำระ ได้มีการยึดรถมาประมูลขาย ราคาที่ได้รับต่ำมาก จึงประสบปัญหาขาดทุนเป็นจำนวนมากสำหรับปีนี้ยอดสินเชื่อของธนาคารน่าจะติดลบ หลังจากช่วง 9 เดือนแรกยอดสินเชื่อลดลง 6% ซึ่งเกิดจากสินเชื่อภาครัฐหดตัว ผู้ประกอบการรายใหญ่ ระดมทุนด้วยการออกหุ้นกู้ และนำเงินมา รี-ไฟแนนซ์

ดินีช เมธา นักแสดงซีรีส์ พระพุทธเจ้า เผยความรู้สึกวันต่อแถวถวายสักการะพระบรมศพ

ดินีช เมธา นักแสดงซีรีส์ พระพุทธเจ้า เผยความรู้สึกวันต่อแถวถวายสักการะพระบรมศพ

หลังจากที่คนแอบบสงสัยว่าชาวอินเดียที่ร่วมถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เขาคือใคร เขาคือ “ดินีช เมธา” นักแสดงบอลลีวูดที่กำลังมีผลงานการแสดงเรื่อง “พระพุทธเจ้า มหาศาสดาโลก” ที่กำลังออกอากาศในประเทศไทยทางทรูโฟร์ยูตอนนี้ กับบทบาทของพระเจ้าประสัณชิต ผู้มีความโลภ ต้องการครองโลก และประกาศสงครามกับพระพุทธเจ้า นั่นผลงานหนึ่งที่พอจะทำให้รู้จักหนุ่มอินเดียคนนี้มากขึ้นดินีช เมธา เผยความรู้สึก “พอทราบข่าวว่าในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงสวรรคต ผมอยากรู้ว่าทำไมคนไทยถึงรักท่านมาก จึงศึกษาพระราชประวัติของพระองค์ ก็พบว่าพระองค์ทรงงานอย่างหนักเพื่อคนไทยโดยไม่เลือกชนชั้น ภาพข่าวที่ผมเห็นคือทุกคนใส่ชุดสีดำเพื่อถวายความอาลัย ดังนั้นเมื่อผมเดินทางมาไทยผมจึงอยากถวายความอาลัยแบบนั้นด้วย

พระองค์ทรงเป็นเหมือนพระพุทธเจ้า อีกประการหนึ่งคือผมตั้งใจจะมาสักการะพระบรมศพที่พระบรมมหาราชวัง เพื่อนคนหนึ่งของผมบอกว่าคุณต้องตื่นมาเข้าแถวตั้งแต่ตีสาม และต้องรอ 3 – 15 ชั่วโมง ผมตอบไปว่าไม่มีปัญหา ผมตั้งใจที่จะมาพระบรมมหาราชวัง ด้วยความรักที่มีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อถวายความอาลัยต่อพระองค์ ฝากถึงประชาชนชาวไทย แม้ช่วงนี้จะกำลังโศกเศร้า ขออย่าให้เสียใจ เพราะพระองค์ท่านยังอยู่ในใจของเราทุกคน และยังเฝ้าดูและอวยพรให้เราตลอดไป”

ดินีช ได้พูดถึงผลงานการแสดงที่กำลังออกอากาศตอนนี้ว่า “ตอนที่ผมได้รับคัดเลือกให้รับบทพระเจ้าประสัณชิต ผมคิดว่าบทนี้ไม่ต่างจากบทบาทก่อนหน้านี้ของผมมากนัก จนเมื่อได้มาเล่นจริง ก็พบว่าเป็นบทที่พัฒนาจากตัวร้ายมาเป็นคนดี ในชีวิตจริงของผมเองก็มักจะโมโห มีความคิดแย่ๆ พอมาแสดงในเรื่องนี้ทำให้ผมเป็นคนใจเย็น คิดบวกขึ้น ไดอะล็อกในเรื่องช่วยเกลาจิตใจของผม ผมมีความห่วงใยในเพื่อมนุษย์ ต่อสัตว์ และผมได้ช่วยเหลือองค์กรการกุศลทั่วโลก และองค์กร Dream Club เพื่อช่วยเหลือเด็กพิการและยากไร้ จึงกลายมาเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตเลยครับ ผมคิดว่าซีรีส์ชุดนี้จะสอนให้คุณผู้ชมรู้ว่าสิ่งไหนถูก สิ่งไหนผิด สิ่งไหนควรทำ และสิ่งไหนไม่ควรทำ ดูแล้วชีวิตจะเปลี่ยนเห็นแสงธรรม”ติดตามความสามารถของดินีช เมธา ในซีรีส์ พระพุทธเจ้า มหาศาดาโลก ได้ในเวลา11 นาฬิกา ทุกวันเสาร์และอาทิตย์ ทางทรูโฟร์ยู ช่อง24

พ่อแพะคดีข่มขืนเด็ก 8 ขวบเสียชีวิตแล้ว เหตุเครียดสะสมช่วงลูกโดนจับ

พ่อแพะคดีข่มขืนเด็ก 8 ขวบเสียชีวิตแล้ว เหตุเครียดสะสมช่วงลูกโดนจับ

นายรชต พ่อของ นายเฟิร์ท ผู้ต้องหาที่กลายเป็นแพะรับบาป จากคดีข่มขืนเด็กหญิงวัย 8 ขวบ ที่ จ.ตรัง ได้เสียชีวิตลงแล้ว สาเหตุเกิดจากความเครียด ตั้งแต่ลูกชายถูกจับดำเนินคดีทั้งที่ไม่ได้ทำผิด ต้องกู้เงินมาสู้คดี จึงมีหนี้สินจำนวนมาก ทำให้โรคประจำตัวกำเริบหนัก และเสียชีวิตลงในวัย 53 ปี

เมื่อวานนี้ (5 พ.ย.) ที่ วัดต้นปีก ม.6 ต.หนองตรุด อ.เมือง จ.ตรัง บรรดาญาติได้ร่วมกันบำเพ็ญกุศลศพ นายรชต อายุ 53 ปี ซึ่งเป็นพ่อของ นายเฟิร์ท อายุ 20 ปี ซึ่งเคยตกเป็นผู้ต้องหาและถูกจับกุมเป็นแพะในคดีข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงวัย 8 ขวบ โดย นายรชต ได้เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ด้วยอาการปอดติดเชื้อและโรคหัวใจ

ทั้งนี้หลังจากบุตรชายตกเป็นเเพะและได้รับการปล่อยตัวออกมา นายรชต ได้เรียกร้องความเป็นธรรมผ่านทางสื่อมวลชน รวมทั้งศูนย์ดำรงธรรมมาแล้วหลายครั้ง เพื่อให้ทางตำรวจแสดงความรับผิดชอบต่อเรื่องที่เกิด นายรชต เคยให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าถึงปัญหาของครอบครัวที่ตามมาจากการที่ตำรวจจับกุมลูกชายตนเองเป็นแพะในคดีดังกล่าวว่า

เพจดังขุดประวัติทนาย “น็อต อัครณัฐ” คาดเป็นว่าที่พ่อตา

เพจดังขุดประวัติทนาย "น็อต อัครณัฐ" คาดเป็นว่าที่พ่อตา

จากกรณี นายอัครณัฐ อริฤทธิ์วิกุล หรือ น็อต อายุ 28 ปี พิธีกรชื่อดัง ที่ขับรถยนต์มินิคูเปอร์ สีเหลือง ก่อเหตุทำร้ายร่างกาย และพูดวลีที่กลายเป็นประโยคฮอตในเวลาต่อมาว่า “กราบรถกู” กับ นายกิตติศักดิ์ อายุ 25 ปี คู่กรณีที่ขับรถจยย.มาเฉี่ยวชน โดยต่อมามีการแชร์คลิปเหตุการณ์ดังกล่าว จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักต่อมา น็อต อัครณัฐ ได้เดินทางมาที่ สน.คันนายาว เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาทำร้ายร่างกายผู้อื่น ซึ่งนายอดุล ทนายความส่วนตัว เปิดเผยว่า ทางลูกความตนได้แจ้งความกลับคู่กรณีในคดีจราจร ข้อหาขับรถโดยประมาททำให้เสียทรัพย์ กับชนแล้วหนีต่อคู่กรณีด้วย

ส่วนกรณีเรื่องชกต่อยทำร้ายร่างกายตามที่ปรากฏในคลิปวีดีโอนั้น ยืนยันว่าในขณะเกิดเหตุที่ดาราหนุ่มทำร้ายร่างกายนั้น เนื่องจากต้องการป้องกันตัว ซึ่งระหว่างที่พูดคุยกัน ตัวคู่กรณีเองมีท่าทีคล้ายจะต่อสู้ และอยากขอความเป็นธรรมให้ลูกความตนด้วยล่าสุด (7 พ.ย.) เฟซบุ๊กแฟนเพจชื่อดัง CSI LA ได้เปิดเผยข้อมูลการจดทะเบียนของร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อดัง ย่านสุขุมวิท พบว่าร้านอาหารดังกล่าว มีชื่อของ น็อต อัครรัฐ และ น.ส.อรัชพร เป็นคณะกรรมการ ซึ่งเป็นนามสกุลเดียวกับนายอดุล ทนายความส่วนตัวของน็อต โดยระบุว่า

“ที่แท้ ทนายของน็อต กราบรถกู ก็คือว่าที่พ่อตาและหุ้นส่วนร้านอาหารนี่เอง ถ้าออกมารับผิดตั้งเเต่เเรกสังคมยังให้อภัย แต่ยิ่งแถทำให้คนเกลียดทั้งทนายและนายน็อตเอง ส่วนธุรกิจร้านอาหารไม่รู้ว่าจะไปรอดไหมเพราะโดนชาวโซเชียลถล่มหนักมากๆ”ทั้งนี้ เฟซบุ๊กแฟนเพจของร้านดังกล่าว ได้โพสต์ข้อความว่ารับทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นแล้ว และยอมรับว่า น็อต คือหนึ่งในหุ้นของร้าน โดยรายละเอียดจะรายงานเพิ่มเติมต่อไป

สุดทนซื้อบ้านหรูในภูเก็ตกว่า 6 ล้าน ไม่ได้มาตรฐานอยู่ไปซ่อมไป

สุดทนซื้อบ้านหรูในภูเก็ตกว่า 6 ล้าน ไม่ได้มาตรฐานอยู่ไปซ่อมไป

สุดทนร้องศูนย์ดำรงธรรม จ.ภูเก็ต ซื้อบ้านหรู 6 ล้านกว่าบาทโครงการใหญ่กลางเมืองภูเก็ต บ้านไม่ได้มาตราฐาน โครงการทำได้เพียงซ่อมมา 3 ปี แต่แก้ปัญหาไม่ได้ ลูกค้าถึงกับร่ำไห้ด้วยความคับข้องใจ(11 พ.ย.) ศูนย์ดำรงธรรม จ.ภูเก็ต นายสินธิชัย พร้อม นางสุนิสา ภรรยา เอกสารต่างๆ ทั้งใบลงบันทึกประจำวันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและภาพถ่ายต่างๆ ภายในบ้านหรูโครงการดัง สุดทนกับสภาพบ้านที่ไม่มาตราฐานไม่เหมาะสมกับราคากว่า 6 ล้านบาท หลังเข้าอยู่มา 3 ปี พบปัญหาตลอดทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของครอบครัว ร้องไปยังโครงการให้รับผิดชอบ ทำได้เพียงซ่อมกับซ่อมตลอดเวลา ขอให้ซื้อบ้านคืนอ้างบริษัทไม่มีนโยบายรับซื้อคืน ทำให้เกิดความคับข้องใจเป็นอย่างมาก

เจ้าของบ้านหลังดังกล่าวได้เปิดเผยอีกว่า บ้านมีปัญหาตลอดทั้งแต่เข้าอยู่อาศัยวันแรกคือไฟฟ้าซ็อตไฟดับทั้งบ้าน ต่อมาพบปัญหาหลังโรงรถรั่วน้ำเข้าไปในห้องน้ำ ปัญหาท่อน้ำทิ้งจากชั้นสองของบ้านไม่ปูนบริเวณรอบท่อ และพบช่องว่างระหว่างแผ่นคอนกรีนตสำเร็จรูปที่ใช้ปูพื้นชั้นสองมีแผ่นโฟมหนาประมาณ 1 นิ้วยาว 2.5 เมตร คั่นอยู่โดยปกติแล้วต้องใช้ปูนซีเมนต์ เป็นสาเหตุให้น้ำทิ้งจากห้องน้ำชั้นสองรั่วซึมลงฝ้าเพดานและห้องโถงชั้นล่างจนเพดานรั่ว
ที่สำคัญต่อมาพบว่าตัวคานรองรับน้ำหนักซึ่งเป็นโครงสร้างหลักของตัวบ้านเชื่อมต่อกันไม่แนบสนิท นอกจากนี้ยังพบว่าบริเวณผนังรอบๆ บ้านยังพบโฟมอีก วงกบประตูหน้าต่างบ้านไม่แนบสนิทกับผนังทำให้น้ำรั่วซึมเข้าตัวบ้านทุกครั้งที่มีฝนตกลงมา ปัจจุบันต้องใช้ถังน้ำรองรับน้ำตลอดเนื่องลูกลื่นล้มมาแล้ว ขอให้ทางศูนย์ดำรงธรรม จ.ภูเก็ต ช่วยดำเนินการให้ด้วย เพราะสุดทนจริง

เจ้าของบ้านให้สัมภาษณ์ทั้งน้ำตาอีกว่า กว่าจะเก็บเงินซื้อบ้านหลังดังกล่าวได้นั้นยากลำบาก หวังให้เป็นมรดกแก่ลูกและได้อยู่อาศัยอย่างมีความสุข ตามที่โครงการได้มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ไว้แต่ปรากฎว่าไม่เป็นอย่างไม่ได้เป็นอย่างที่โฆษณาและทางโครงการยังไร้ความรับผิดชอบให้ลูกค้า เพราะทำให้เกิดความทุกข์ทรมานอยู่ในบ้านที่ไม่ได้มาตราฐาน ไม่มั่นใจในโครงสร้างแล้วว่าจะปลอดภัยกับครอบครัว จึงของให้โครงการและบริษัทที่เป็นเจ้าของที่ถือเป็นบริษัทยักษ์ช่วยซื้อคืนไปด้วยเพราะครอบครัวเราไม่มีความสุขในบ้านที่ซื้อจากโครงการ

ว่าที่คุณพ่อขี่จยย.ไปหาเมียใกล้คลอด พุ่งชนรถไปรษณีย์ดับพร้อมพี่สาว 2 ศพ

ว่าที่คุณพ่อขี่จยย.ไปหาเมียใกล้คลอด พุ่งชนรถไปรษณีย์ดับพร้อมพี่สาว 2 ศพ

สุดสลด ว่าที่คุณพ่อขี่จยย.ไปหาเมียใกล้คลอด พุ่งชนรถไปรษณีย์ร่างกระเด็นตกน้ำ ดับพร้อมพี่สาว 2 ศพ(11 พ.ย.) เวลา 13.10 น. พันตำรวจโทสายัญ แบ่งสันเทียะ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา ได้รับแจ้งเหตุเกิดอุบัติเหตุรถจักรยายนต์เสียหลักประสานงากับรถบรรทุกเล็ก 4 ล้อ ที่บริเวณบ้านตะคลองเก่า ถนนเฉลิมพระเกียรติ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ จำนวน 2 ราย จึงรีบรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างเมตตาธรรมสถาน

เมื่อถึงที่เกิดเหตุพบรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อเวฟ สีฟ้า หมายเลขทะเบียน 937 นครราชสีมา สภาพพังยับเยิน เสียหลังล้มตะแคงอยู่บริเวณไหล่ข้างทางใกล้คลองส่งน้ำชลประทาน พบศพผู้เสียชีวิต เป็นหญิง 1 ราย นอนเสียชีวิตใกล้กับรถจักรยานยนต์ และห่างไปประมาณ 5 เมตร ภายในคลองส่งน้ำชลประทาน พบผู้เสียชีวิตเป็นชาย จำนวน 1 ราย เจ้าหน้าที่จึงช่วยกันนำร่างผู้เสียชีวิตขึ้นมาจากคลองส่งน้ำ ก่อนจะนำผ้าขาวมาปิดบังร่างผู้เสียชีวิตทั้ง 2 ราย เพื่อไม่ให้เป็นที่น่าเวทนาแก่ผู้ที่สัญจรไปมาในเส้นทางดังกล่าว ทราบชื่อผู้เสียชีวิตต่อมาคือ นางสาวสายธาร อายุ 19 ปี และ นายกฤษฏากร อายุ 18 ปีและจากการตรวจสอบห่างจากรถจักรยายนต์ประมาณ 20 เมตร พบรถบรรทุกขนาดเล็ก 4 ล้อ ยี่ห้อ อีซูซุ สีขาว ตอนเดียวมีตู้บรรทุกด้านหลัง หมายเลขทะเบียน 87-9278 นครราชสีมา (รถรับจ้างขนส่งไปรษณีย์เอกชนแห่งหนึ่ง) เสียหลักพุ่งชนรถยนต์กระบะของชาวบ้านที่จอดข้างทางเสียหายจำนวน 2 คัน และจากการตรวจสอบบริเวณด้านข้างรถบรรทุกขนาดเล็กพบร่องรอยของการบุบที่ได้รับจากแรงกระแทกจากรถจักรยานยนต์คู่กรณี เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงทำการควบคุมตัวนายธวัชชัย อายุ 23 ปี ชาวจังหวัดชัยนาท

โดยจากการสอบสวนนายธวัชชัย คนขับรถบรรทุก ให้การรับสารภาพว่า ตนเองนั้นได้ขับรถออกมาจากตัวเมืองโดยใช้เส้นทางเลี่ยงตัวเมืองดังกล่าว เพื่อที่จะไปรับไปรษณีย์ที่สำนักงานไปรษณีย์อีกแห่งหนึ่ง จนกระทั่งมาถึงที่เกิดเหตุ ตนนั้นได้พยายามที่จะขับแซงรถยนต์คันข้างหน้า แต่ไม่ทันได้สังเกตรถจักรยานยนต์ที่วิ่งสวนทางมา เมื่อหักรถหลบก็ไม่พ้น ทำให้รถจักรยานยนต์ที่วิ่งมาพุ่งชนเข้าที่บริเวณด้านข้างตัวรถอย่างจังจนเสียหลักกระเด็นไปยังคลองส่งน้ำ และรถบรรทุกของตนก็เสียหลักพุ่งชนรถยนต์ของชาวบ้านที่จอดอยู่ จึงเป็นเหตุที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวดำเนินคดีในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

จากการสอบถามญาติผู้เสียชีวิต ทราบว่า ผู้ตายทั้ง 2 คน เป็นพี่น้องกัน ซึ่งทั้ง 2 คน ได้เดินทางออกมาจากบ้านพักที่ ตำบลสีมุม อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเดินทางไปที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เนื่องจากจะไปให้กำลังใจกับภรรยาของนายกฤษฏากร ที่กำลังจะคลอดลูกในช่วงบ่ายวันนี้

ปิดคดีแล้ว “แบรด พิตต์” ถูกสอบสวน ไม่ได้ทำร้ายลูกชาย

ปิดคดีแล้ว "แบรด พิตต์" ถูกสอบสวน ไม่ได้ทำร้ายลูกชาย

หลังงจากข่าวบันลือโลกเกี่ยวกับการแยกทางกันระหว่าง 2 คู่รักซูเปอร์สตาร์ของวงการฮอลลิวูด อย่าง แองเจลินา โจลี และ แบรด พิตต์ ที่มีประเด็นเกี่ยวกับการทำร้ายข่มเหงจิตใจลูกๆ ทั้ง 6 คนของพวกเขาเข้ามาเกี่ยวข้อง เนื่องจากภาวะทางอารมณ์ของฝ่ายชาย ทำให้มีการฟ้องร้องและดำเนินการสอบสวนกันขึ้นตามรายงานจากเว็บไซต์ข่าวกอสซิป TMZ.com ได้เปิดเผยว่า การฃ

สอบสวน แบรด พิตต์ ในกรณีใช้ความรุนแรงต่อลูกชาย ด้วยการตบตี แมดด็อกซ์ บนเครื่องบินส่วนตัวตามคำกล่าวหาของ แองเจลินา โจลี ขณะนี้การสอบสวนได้จบลงแล้ว และการพิจารณาพบว่า เขาไม่ได้ทำผิดอะไรทั้งนี้ การสอบสวนที่มีผลออกมาเรียบร้อยแล้วครั้งนี้ ทำให้ แบรด พิตต์ ยังคงเดินทางต่อสู้คดี เพื่อให้ได้สิทธิ์ในการเลี้ยงดูลูกๆ ทั้ง 6 คน ร่วมกับอดีตภรรยา หลังจากที่อีกฝ่ายได้ยื่นฟ้องหย่าร้างกับเขา เมื่อเดือนก่อน ด้วยเหตุผลที่ว่าเข้ากันไม่ได้ขณะที่ทางโฆษกส่วนตัวของแองเจลินา โจลี เปิดเผยว่า ขณะนี้เธออยู่ระหว่างการเก็บตัวดูแลสมาชิกในครอบครัว หลังจากที่ 8 สัปดาห์ที่มีการยื่นฟ้องและเป็นคดีความ โดยตอนนี้ลูกๆ ของเธอก็อยู่ในแวดล้อมที่เหมาะสมและปลอดภัยดี หลังจากนี้ แบรด กับ แองเจลินา ยังมีศึกคดีฟ้องหย่าร้างกันให้รอการพิพากษาอยู่

หนุ่มจีนทุ่มเงินกว่า 8 ล้านหยวน ซื้อเครื่องบินจากสหรัฐฯ

หนุ่มจีนทุ่มเงินกว่า 8 ล้านหยวน ซื้อเครื่องบินจากสหรัฐฯ

เว็บไซต์ข่าวท้องถิ่นประเทศจีนรายงานว่า นายหนิง หนุ่มใหญ่ วัย 30 ปี ชาวเสฉวน ชื่นชอบเครื่องบินมาตั้งแต่เด็ก จึงทุ่มเงินกว่า 3 ล้านหยวน (ประมาณ 15,475,899 บาท) สั่งซื้อเครื่องบินโบอิง 737-300 จากสหรัฐฯ เครื่องบินที่ปลดประจำการแล้ว ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกันกับเครื่องบินประจำตำแหน่งของประธานาธิบดีเกาหลีใต้หลังจากการเจรจาซื้อขายในเวลาดึกดื่นเพราะเวลาแตกต่างกัน ทางผู้ขายก็มีเงื่อนไขเพิ่มเติมว่าจะไม่จัดส่งเครื่องบินลำดังกล่าวถึงบ้าน เพราะผู้ขายผู้ซื้อต้องขนส่งมาเอง ด้วยเครื่องบินดังกล่าวมีขนาดใหญ่ เขาจึงตัดสินใจใช้วิธีแยกชิ้นส่วนของเครื่องบินใส่ตู้คอนเทนเนอร์จำนวนกว่า 16 ตู้ ใช้เวลารื้อกว่า 1 สัปดาห์ แล้วขนส่งทางเรือใช้เวลาอีก 1 เดือน กว่าจะถึงท่าเรือเซี่ยงไฮ้จากนั้นใช้รถบรรทุกพ่วงอีก 8 คัน ลำเลียงชิ้นส่วนดังกล่าวมาที่กรุงปักกิ่ง แล้ว

นำมาประกอบกลับไปเป็นตัวเครื่องบินใหม่อีกครั้ง โดยค่าใช้จ่ายทั้งการรื้อ ขนส่ง และการประกอบกลับสูงถึง 4 ล้านหยวน (ประมาณ 20,634,533 บาท) ยังมีค่าใช้จ่ายในการติดตั้งระบบจำลองการบินอีกกว่า 1 ล้านหยวน (ประมาณ 5,158,633 บาท) โดยรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้วเขาต้องจ่ายไปมากกว่าราคาสั่งซื้อเครื่องบินเสียอีก ซึ่งขณะนี้จอดอยู่ที่สวนสาธารณะวัฒนธรรมการบินของสถาบันการบินพลเรือนแห่งประเทศจีนทั้งนี้ นายหนิงจบการศึกษาจากสถาบันการบินพลเรือนแห่งประเทศจีน เมื่อปี 2009 หลังจบการศึกษาได้เข้าทำงานด้านการควบคุมการจราจรทางอากาศ (ATC) จากนั้นในปี 2011 ก็เริ่มบุกเบิกทำธุรกิจเป็นของตัวเองเลขาฯ ของนายหนิงเปิดเผยว่า ปัจจุบันนายหนิงทำงานด้านการลงทุนและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ด้วยความหลงใหลในเครื่องบินจึงมักจะแสวงหาความรู้อยู่ตลอด ดังนั้นเรื่องเกี่ยวกับเครื่องหรือการบินจึงมีความรู้มากเป็นพิเศษ ตอนนี้มีฐานเศรษฐกิจแน่นอนมั่นคงแล้ว จึงเริ่มทำในสิ่งตัวเองชอบ

ผัวเมียตั้งใจไปวัดทอดกฐิน ถูกถล่มยิงเอ็ม 16 ตายระหว่างทาง

(30 ต.ค.) เมื่อเวลาประมาณ 08.00 น. เกิดเหตุยิงกันตายที่บริเวณริมถนนบ้านชุมแสง ม.2 ต.ดอนตะโก อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ที่เกิดเหตุพบรถยนต์โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีดำ ทะเบียน กม-3042 นครศรีธรรมราช สภาพพังยับเยินตกอยู่ในคูข้างถนน ด้านในพบศพผู้เสียชีวิต 2 ราย ทราบชื่อ คือ นายปัญญา แก้วจำรัส อายุ 42 ปี และ นางสมทรง เทพทอง อายุ 46 ปี ถูกยิงด้วยอาวุธปืนเอ็ม 16 โดยพบปลอกกระสุนปืนเอ็ม 16 จำนวน 5 ปลอกตกอยู่บนถนน

ผัวเมียตั้งใจไปวัดทอดกฐิน ถูกถล่มยิงเอ็ม 16 ตายระหว่างทาง

จากการสอบสวนเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบว่า นายปัญญา ผู้เสียชีวิต ได้ขับรถมาจากบ้านพร้อมกับนางสมทรง โดยจะไปทำบุญทอดกฐินที่วัดแห่งหนึ่งใน อ.ท่าศาลา เมื่อขับรถมาถึงจุดที่เกิดเหตุได้มีคนร้ายขับรถยนต์กระบะตามมาประกบและใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 ยิงใส่ผู้ตายโดยได้ไล่ยิงมาเป็นระยะทางเกือบ 100 เมตร ก่อนที่รถผู้ตายจะเสียหลักพลัดตกลงข้างทาง จนเสียชีวิตดังกล่าว

สำหรับนายปัญญา เป็นคนสนิทของนักการเมืองท้องถิ่นคนดังคนหนึ่งใน อ.ท่าศาลา ปัจจุบันประกอบอาชีพรับเหมาก่อสร้าง โดยได้เลิกรากับภรรยาหลายปีก่อนจะมาอยู่กินกับนางสมทรงซึ่งเป็นช่างเสริมสวยใน อ.ท่าศาลา สำหรับสาเหตุนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งไว้ 2 ประเด็น คือ ขัดแย้งเกี่ยวกับธุรกิจหรือชู้สาว ซึ่งจะทำการสืบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงและจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป

นายอำเภอชี้แจง ชาวบ้านสวมเสื้อแดงแห่กฐิน ยันเจตนาบริสุทธิ์

จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้มีการโพสต์คลิปภาพชาวบ้านกลุ่มหนึ่งใส่เสื้อสีแดง โดยมีเจ้าหน้าที่ทหารกำลังพูดคุยอยู่ ทำให้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า แต่งกายไม่เหมาะสมเนื่องจากเป็นช่วงไว้อาลัย

นายอำเภอชี้แจง ชาวบ้านสวมเสื้อแดงแห่กฐิน ยันเจตนาบริสุทธิ์

ล่าสุด นายกฤษณุ เหลืองพิบูลกิจ นายอำเภอรัตนบุรี ได้เปิดเผยว่า ขอเรียนชี้แจงรายละเอียดดังนี้ ตามที่มีผู้แต่งกายไม่เหมาะสมมาร่วมงานทอดกฐิน ที่ บ.หนองกระทุง ม.1 ต.เบิด อ.รัตนบุรี นั้น เหตุเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 ต.ค. เวลา 21.00 น. โดยตน พร้อมด้วย ปลัดอาวุโส เจ้าหน้าฝ่ายปกครอง จนท.ตำรวจ สภ.รัตนบุรี กำนันตำบลเบิด นายก อบต.เบิด ผู้ใหญ่บ้านม.1 และ จนท.ทหารจาก มทบ.25 ได้ลงพื้นที่บ้านเจ้าภาพทอดกฐิน เพื่อสอบถามสาเหตุที่แต่งกายในลักษณะดังกล่าว

ทราบว่าลูกหลานที่อยู่กรุงเทพ สั่งทำเสื้อโดยด้านหน้ามีข้อความว่า บุญกฐิน 2559 ด้านหลังข้อความ ที่ระลึกคุณตาเภา แก้วกัน อยู่ในใจเสมอ ซี่งถึงแก่กรรมไปแล้ว โดยสั่งทำล่วงหน้าก่อนพระบาทสมเด็จพระปรมินทรทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสวรรคต โดยเป็นการใส่มาร่วมงานแห่องค์กฐินด้วยเจตนาบริสุทธิ์ และได้ติดริบบิ้นสีดำไว้อาลัยทุกคน

ทั้งนี้ นายอำเภอรัตนบุรี และคณะได้ไปขอความร่วมมือได้กำชับให้ทราบว่า ขณะนี้ อยู่ในช่วงไว้ทุกข์ จึงขอให้แต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่เหมาะสม คือชุดสีดำ หากไม่มีให้แต่งกายด้วยสีพื้น เรียบๆ ซึ่งเจ้าภาพได้เข้าใจ และยืนยันว่าจะไม่แต่งกายไม่เหมาะสมอีก และในวันทอดกฐิน ซึ่งในวันต่อมา 23 ต.ค.ก็ไม่มีผู้ใดแต่งกายเช่นนี้อีก